หน้า 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6
ฐานศิลาจำหลักภาพพระพุทธเจ้าทรงแสดธรรม
          เป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสตรงกลางมีช่องสำหรับสวมต่อกับโครงสร้างอย่างใดอย่างหนึ่ง ภาพสลักซึ่งเดิมคงมีทั้งสี่ด้านนั้นชำรุด คงเหลือรายละเอียดบางส่วนอยู่เพียงสองด้าน ซึ่งแสดงภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนบัลลังก์ (ภัทรอาสน์) ห้อยพระบาทลงเบื้องล่าง พระหัตถ์ขวาแสดงปางวิตรรกะ พระหัตถ์ซ้าย วางบนพระเพลา ทรงครองจีวรแบบห่มเฉียง ลักษณะจีวรเป็นริ้วเบื้องหน้าด้านล่าง มีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาทสองข้างบัลลังก์ มีภาพบุคคลยืนถือสิ่งของที่เห็นเพียงส่วนด้ามอยู่ในมือ ที่พื้นเบื้องล่างมีกลุ่มบุคคลในท่าอัญชลี ด้านขวาของพระพุทธองค์เป็นกลุ่พระสงฆ์ และด้านซ้ายเป็นกลุ่มบุคคลแต่งกายด้วยเครื่องประดับแบบกษัตริย์ ถัดขึ้นไปเป็นภาพบุคคลยืนในท่าพนมมือ โดยมีแนวลายคล้ายก้อนเมฆ คั่นแบ่งไว้จากกลุ่มบุคคลนั่งด้านล่าง
          รายละเอียดของภาพสลักอาจเปรียบเทียบได้กับภาพจิตรกรรมตอนพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่โลกทั้งสาม (Universal Preaching) ที่ถ้ำอชันตาหมายเลข 17 ศิลปะสมัยหลังคุปตะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 10 โดยภาพจิตรกรรมที่อชันตาแบ่งภาพเป็นสามตอน คือ ตอนที่ หนึ่งเป็นเหตุการณ์ตอนพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่เหล่าเทวดา ตอนที่สองแสดงเหตุการณ์การเสด็จลงสู่พื้นโลก และ ตอนที่สามนี้มีความคล้ายคลึงกับภาพสลักบนฐานศิลาจำหลักภาพพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม พบที่นครปฐมอย่างมาก จะมีข้อแตกต่างอยู่บ้างตรงที่ในภาพจิตรกรรมพระพุทธองค์ทรงแสดงปางประทานธรรม (Dharmacakra mudra) และภาพเหล่ากษัตริย์และพระสงฆ์อยู่สลับด้านกันกับในภาพสลัก         
ฐานศิลาจำหลักภาพพุทธประวัติตอนแสดงธรรม
เลขทะเบียน 635/2519
หินปูน กว้าง 111 เซนติเมตร สูง 60 เซนติเมตร
พบที่วัดไทร อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
 จิตรกรรมที่ถ้ำอชันตาหมายเลข 17 
 ศิลปะหลังคุปตะ 
 ราวพุทธศตวรรษที่ 10  แสดงภาพพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม
 แก่เหล่ากษัตริย์และพระสงฆ์

ชิ้นส่วนพุทธบัลลังก์
       สลักแนวพนักบัลลังก์เป็นลายดอกไม้สี่กลีบสลับรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดแนวนอน และมีลายก้านขดประกอบ ด้านล่างเป็นลายคล้ายใบไม้มีปลายม้วนเข้า ด้านบนเป็นลายสลักรูปสี่เหลี่ยมในแนวลายประคำสลับกับลายคล้ายหม้อน้ำหรือหัวเสา ส่วนปลายของพนักเป็นหน้ามกรคายสัตว์คล้ายสิงห์ในท่าเผ่นโผน
          ตามประวัติเล่าว่า ขุดพบที่วัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐม สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระอธิบายว่า เป็นชิ้นส่วนศิลาทับหลังเรือนแก้วของพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาททำด้วยศิลา ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนที่จะถูกเชิญมาประดิษฐานที่วัดหน้าพระเมรุจวบจนปัจจุบัน
          พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทที่หน้าวัดพระเมรุ ยังมีส่วนของพนักบัลลังก์ซึ่งสลักลวดลายแบบเดียวกับชิ้นส่วนทั้งสองประกอบกัน จะสามารถเปรียบเทียบได้กับภัทรอาสน์ในบานศิลาจำหลักภาพพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ซึ่งมีรูปแบบที่แสดงอิทธิพลศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ เช่นที่พบในพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทที่กลุ่มถ้ำอชันตาและเอลโลรา เป็นต้น

ชิ้นส่วนพนักพุทธบัลลังก์
เลขทะเบียน 626/2519
หินปูน ยาว 98.5 เซนติเมตร กว้าง 40 เซนติเมตร
พบที่วัดพระเมรุ บริเวณเมืองโบราณนครปฐม