หน้า  1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6
พระพุทธรูปในศิลปะทวารวดี
           มีลักษณะที่แสดงถึงอิทธิพลศิลปะสมัยคุปตะหลังคุปตะของอินเดีย โดยอาจเทียบเคียงได้กับพระพุทธรูปสมัยคุปตะที่สารนาถและภาพสลักสมัยหลังคุปตะที่กลุ่มถ้ำอชันตา แต่ได้มีการผสมผสานเข้ากับความเป็นท้องถิ่น จนทำให้มีลักษณะเฉพาะ คือ มีพระพักตร์รูปไข่ พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระนาสิกแบน พระโอษฐ์ค่อนข้างหนา และขมวดพระเกศาค่อนข้างใหญ่ เป็นต้น นักวิชาการบางท่านตั้งข้อสังเกตว่า เส้นโค้งของพระขนงและพระโอษฐ์ที่คมชัดเป็นลักษณะพิเศษที่ปรากฏในประติมากรรมสมัยทวารวดีจากนครปฐมและราชบุรี
           พระพุทธรูปยืนแสดงปางวิตรรกะทั้งสองพระหัตถ์ เป็นรูปแบบที่พบในศิลปะทวารวดีตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา แต่ไม่พบในศิลปะอินเดีย แม้แต่ในพระพุทธรูปยืนสมัยคุปตะที่เชื่อว่าเป็นต้นแบบให้พระพุทธรูปทวารวดี ก็
แสดงปางวิตรรกะด้วยพระหัตถ์เดียวอันมีความหมายถึง การแสดงธรรม นักวิชาการให้ความหมายของพระพุทธรูปยืน
แสดงปางวิตรรกะทั้งสองพระหัตถ์ว่าหมายถึงปางเสด็จลงจากดาวดึงส์โดยเปรียบเทียบกับภาพสลักพระพุทธรูปแสดงปาง
ตรรกะทังสองพระหัตถ์ประทับยืนเหนือพนัสบดี มีพระอินทร์ พระพรหมประทับอยู่สองข้าง ซึ่งพ้องกับเหตุการณ์พุทธ
ประวัติตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ แต่ทั้งนี้ยังมีภาพพระพุทธเจ้าประทับยืนแสดงปางวิตรรกะสองพระหัตถ์เหนือพนัสบดีบาง
ภาพที่ไม่มีพระอินทร์ พระพรหมประกอบ หรือมีบริวารประกอบเป็นโพธิ์สัตว์ซึ่งกรณีนั้นการแสดงปางดังกล่าวน่าจะมีความหมายต่างออกไป

พระพุทธรูปยืน
เลขทะเบียน 623/2519
หินปูน สูง 133 เซนติเมตร
พบในจังหวัดนครปฐม
พระพุทธรูปยืนองค์นี้ ถือเป็นตัวอย่างของพระพุทธรูปยืน
ในศิลปะทวารวดี ที่สมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่ง
พระพุทธรูปยืน
เลขทะเบียน 630/2519
หินปูน สูง 285 เซนติเมตร
พบในจังหวัดนครปฐม
พระพุทธรูปองค์นี้สลักจากหินสองก้อนมาต่อกันโดยยึดด้วยเหล็กรูปตัวไอ (I) อยู่ด้านหลัง ส่วนพระหัตถ์ที่ชำรุดหักหายไปนั้น สันนิษฐานว่าคงจะแสดงปางวิตรรกะทั้งสองข้าง

พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี
      เป็นประติมากรรมรูปแบบพิเศษที่พบเฉพาะในศิลปะทวารวดี โดยสลักเป็นภาพนูนสูง ภาพพระพุทธเจ้าประทับเหนือสัตว์พาหนะลูกผสมที่เรียกกันต่อๆมาว่า พนัสบดี โดยเชื่อว่าเป็นภาครวมของสัตว์พาหนะของเทพเจ้าในศาสนาฮินดูคือ มีปีกอย่างหงส์ซึ่งเป็นพาหนะของพระพรหม มีหูและเขาอย่างโค ซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ และมีปากอย่างครุฑ ซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์ (ซึ่งหากเชื่อเช่นนี้ก็ควรจะเรียกว่า พราหมณัสบดี ไม่น่าเป็น พนัสบดี ซึ่งแปลว่า เจ้าป่า ) ซึ่เหตุผลของการสร้างอาจแสดงความเหนือกว่าของพุทธศาสนาต่อศาสนาฮินดู นักวิชาการบางท่านลักษณะของพนัสบดีนี้คล้ายคลึงกับที่ปรากฎในศิลปะแถบอรัญประเทศของอินเดีย และอาจเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายว่า พระพุทธองค์ได้รับการยอมรับนับถือในหมู่มวลสรรพสัตว์ก็เป็นได้
           ภาพพระพุทธเจ้าประทับเหนือพระพนัสบดีที่มีภาพระอินทร์และพระพรหมประกอบมีความสอดคล้องกับเหตุการณ์ในพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ ซึ่งกล่าวว่าภายหลังการเสด็จไปทรงเทศน์โปรดพระพุทธมารดาแล้ว ได้เสด็จกลับสู่พื้นโลก ณ เมืองสังกัสสะ โดยมีพระอินทร์และพระพรหมตามมาส่งเสด็จ ซึ่งเหตุการณ์ตอนเดียวกันนี้ในศิลปะอินเดียโบราณ และศิลปะไทยสมัยหลังมักแสดงด้วยภาพพระพุทธองค์เสด็จลงทางบันไดแก้ว ซึ่งอยู่ตรงกลาง มีพระอินทร์และพระพรหมเสด็จทางบันไดเงินและบันไดทองที่ขนาบอยู่ทั้งสองข้าง ไม่ปรากฏว่าพระพุทธองค์เสด็จโดยสัตว์พาหนะซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนการเหาะลงมามากกว่าการก้าวลง เช่นที่อธิบายไว้ในพระไตรปิฎก

           นอกจากความหมายของภาพสลักนี้จะไม่ชัดเจนแล้ว จุดประสงค์ของการสร้างก็ไม่แน่ชัดเช่นกัน เพราะเท่าที่พบภาพสลักพระพุทธรูปประทับเหนือพระพนัสบดีทุกชิ้นมักมีเดือยอยู่ด้านหลัง และมีรูตรงกลางภาพ ซึ่งอาจใช้ยึดกับโครงสร้างบางอย่าง เช่น ส่วนของหน้าบันอาคาร เป็นต้น



พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี
เลขทะเบียน 640/2519
หินปูน สูง 52 เซนติเมตร กว้าง 32 เซนติเมตร
พบในจังหวัดนครปฐม
พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดีองค์นี้ มีภาพบริวารถือสิ่งของบางอย่างในมือ ซึ่งอาจเป็นพู่

 

พระพุทธรูปประทับเหนือ พระอรุณาทิตย์ (?)
เลขทะเบียน 641/2519
หินปูน สูง 45 เซนติเมตร กว้าง 34 เซนติเมตร
พบในจังหวัดนครปฐม
ถึงแม้จะมีพระองค์ประกอบทั่งไปเหมือนกัน แต่ภาพสลักชิ้นนี้มีลักษณะต่างออกไปเพราะพาหนะที่พระพุทธเจ้าประทับ นั้นไม่ใช่พนัสบดี แต่เป็นพาหนะที่มีหน้าเป็นคน นักวิชาการแปลความหมายของภาพนี้ต่างกันไป เช่น ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงประทานอธิบายว่าเป็นครุฑ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์อธิบายว่าเป็นพระอรุราทิตย์ เทพเจ้าแห่งแสงสว่าง ตามคติฮินดู ซึ่งในที่นี้อาจหมายความ ถึงรัศมีพระอาทิตย์ให้ได้แต่แสงสว่าง แต่ทำให้พ้นทุกข์ไม่ได้ ส่วนแสดงสว่างคือ พระพุทธเจ้านั้น ทำให้พ้นทุกข์ได้