history_menu.gif (2366 bytes)
หน้า 1 | 2
ประวัติการจัดตั้ง
       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน ได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นที่รวบรวมและจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุที่มีอยู่มากมายในภาคเหนือของประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง โดยมหาอำมาตย์โท พระยาราชนกุลวิบูลย์ภักดี (อวบ เปาโรหิต) สมุหเทศาภิบาล มณฑลพายัพ เป็นผู้ริเริ่มการนี้มาตั้งแต่พ.ศ. 2470 ซึ่งในช่วงเวลานั้น เริ่มมีการมองเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมมากขึ้น กิจการพิพิธภัณฑสถาน ซึ่งเริ่มจากในพระราชสำนักในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับประชาชนขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพ.ศ. 2417 มีผลให้เ กิดพิพิธภัณฑสถานอื่นๆขึ้นอีกหลายแห่งในประเทศ รวมทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย แห่งนี้
         หลักฐานการเริ่มจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย มีปรากฏในใบแจ้งความของมณฑลพายัพ ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2470 ตามรายละเอียดดังนี้
         “ ด้วยมณฑลพายัพเป็นเมืองที่ตั้งมาโบราณกาล บางสมัยถึงได้ใช้เป็นราชธานีในสยาม.....เป็นเมืองที่ประกอบด้วย นักปราชญ์ชั้นเอกเลื่องลือนาม เพราะเหตุนี้ย่อมมีโบราณวัตถุที่ปรากฏและค้นพบใหม่เนืองๆอยู่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็ได้รวบรวมไว้บ้าง ที่มีมากกว่าแห่งอื่นก็คือนครลำพูน ข้าพเจ้าเห็นว่าสมควรจะรวบรวมโบราณวัตถุที่พบแล้ว หรือที่จะพบในภายภาคหน้า จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับมณฑลพายัพขึ้นเป็นกิจจะลักษณะ เพื่อความมั่นคง ที่จะมิให้สิ่งของเหล่านั้นเป็นอันตรายสูญหาย สถานที่ๆจะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์นั้น เหมาะแก่บริเวณวัดมหาธาตุ หริภุญไชย นครลำพูน กับเห็นควรจะจัดตั้งหอสมุดสำหรับมณฑลพายัพขึ้นที่นครเชียงใหม่ เพื่อรวบรวมบรรดาหนังสือเก่าใหม่เท่าที่สามารถจะหาได้ สำหรับผู้ที่ปรารถนาที่จะศึกษาหาความรู้ในทางโบราณคดี และวรรณคดีจะอ่านตรวจดูได้สะดวกเป็นสาธารณะประโยชน์ตลอดกาลนาน ข้าพเจ้าได้หารือ ต่อกรรมการราชบัณฑิตย์สภาฯได้อนุมัติแล้ว”
         ต่อมาได้มีคำสั่งศาลรัฐบาลมณฑลพายัพที่ 12 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2470 แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการจัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานมณฑลพายัพ ที่นครเชียงใหม่ ดังรายนามดังนี้
                1. เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ พร้อมด้วย พระยาราชนกุลวิบูลย์ภักดี                  เป็นผู้อำนวยการ
                2. พระยาวิชิตรักษา                                                                              เป็นผู้ดำเนินการ
                3. นายอำเภอเมือง                                                                                เป็นผู้ช่วยดำเนินการและเลขานุการ
                4. ปลัดอำเภอเมืองผู้  1 แล้วแต่ผู้ดำเนินการจะเลือก                              เป็นผู้รักษาพิพิธภัณฑ์
                5. จ่าจังหวัด                                                                                          เป็นผู้ช่วยรักษาพิพิธภัณฑ์
                6. เสมียนตราจังหวัด                                                                             เป็นเหรัญญิก
                7. อักษรเลข                                                                                          เป็นผู้ช่วยเหรัญญิก
         คณะเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ได้ใช้สถานที่ภายในบริเวณวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร คือที่บริเวณศาลาบาตรมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ขององค์พระธาตุหริภุญไชย และศาลาอีกหลังหนึ่งใกล้กัน เป็นอาคารพิพิธภัณฑสถาน ศิลปะโบราณวัตถุที่นำมาเก็บรวบรวมและจัดแสดง ส่วนใหญ่เป็นวัตถุที่เกียวเนื่องในพระพุทธศาสนา เช่น พระพุทธรูป พระพิมพ์ ชิ้นส่วนของโบราณสถาน ภาชนะใช้สอย เครื่องประดับ ตลอดจนสิ่งของอื่นๆที่ถูกเก็บรักษาไว้ในวัด พร้อมกันนี้ ทางมณฑลพายัพ ก็ได้ประกาศรับโบราณวัตถุต่างๆ และเงินทุนอุดหนุนด้วย
         เมื่อแรกตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งนี้มี่ชื่อเรียกพิพิธภัณฑสถาน ลำพูน อยู่ในความดูแลของวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร และจังหวัดลำพูน ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ก็ยังคงอยู่ในความดูแลของวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศาลากลางจังหวัดเรื่อยมา จนกระทั่งกรมศิลปากรได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ และประกาศเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมศิลปากร ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2504 เป็นต้นมา
         เมื่อประกาศเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากรมีนโยบายที่จะขยายและปรับปรุงกิจการ พิพิธภัณฑ์ให้สมบูรณ์ตามหลักวิชาการ จำเป็นจะต้องจัดหาที่ก่อสร้างอาคารหลังใหม่ เนื่องจากอาคารเดิมมีขนาดเล็ก ไม่สามารถปรับปรุงตามมาตราฐานสากลได้
         พระธรรมโมลี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญไชยในขณะนั้น ได้มอบศิลปโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานหลังเดิมจำนวน 2031 ชิ้น เพื่อนำไปจัดแสดง ณ อาคารที่จะสร้างใหม่ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2511 แต่ยังคงเก็บไว้ในที่เดิมจนกว่าอาคารหลังใหม่จะสร้างแล้วเสร็จ
         กรมศิลปากรได้รับงบประมาณให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานหลังใหม่ ในที่ดินราชพัสดุ ซึ่งได้รับมอบกรรมสิทธ์จำนวน 2 ไร่ 2 งาน 55 ตารางวา อยู่ที่ถนนอินทยงยศ ตรงข้ามวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร ก่อนหน้านี้เป็นที่ตั้งเรือนจำจังหวัดลำพูน และแต่เดิมนั้นที่ดินตรงนี้เป็นที่วัดร้าง ปรากฏหลักฐานตามจารึกว่า ชื่อวัดแสนข้าวห่อ
         การก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย หลังใหม่ เริ่มในปี พ.ศ. 2515 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2517  จากนั้นได้นำศิลปโบราณวัตถุ ทั้งจากอาคารหลังเก่าภายในวัดฯ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  และที่ได้รับบริจาคจากประชาชน มาร่วมจัดแสดง
         การขยายกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ดังกล่าว ในปัจจุบันจึงทำให้มีอาคารพิพิธภัณฑสถาน 2 หลัง คืออาคารพิพิธภัณฑสถานลำพูนหลังเดิม ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร (อาคารหลังเดิมได้ถูกรื้อลง และสร้างใหม่บนที่เดิมแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2540) อยู่ในความดูแลของวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร และอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ที่ถนนอินทยงยศ อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมศิลปากร
         กรมศิลปากรได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 เวลา 15.00 น.
         ในระยะแรกของการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถาน ลำพูน มีบทบาทเป็นสถานที่เก็บรวบรวมและจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุ เพื่อให้ประชาชนที่สนใจเข้าชมได้ตามอัธยาศัยตามปรัชญาของการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย มีบทบาทหน้าที่เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อื่นๆของประเทศไทย และเป็นสากลคือ การรวบรวมวัตถุ ตรวจสอบ ศึกษาวิจัย ทำหลักฐาน จัดแสดง การสงวนรักษา  การรักษาความปลอดภัย และให้การศึกษาแก่สังคมด้วย
          โดยเนื้อหาของเรื่องราวและศิลปโบราณวัตถุที่จัดแสดง พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ จัดเป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทประวัติศาสตร์ศิลปะ และโบราณคดี แต่กรมศิลปากรมีโครงการจะปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบในหลักการ โครงการเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2537 ซึ่งหากได้รับงบประมาณดำเนินงานตามโครงการนี้อย่างจริงจัง ก็จะทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย มีการจัดแสดงนิทรรศการเพิ่มหลากหลายสาขาขึ้น เช่น สาขาธรรมชาติวิทยา ภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่น เผ่าชนชาติพันธุ์วิทยา มรดกดีเด่นของท้องถิ่นฯลฯ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ก็จะเพิ่มบทบาทต่อสังคมมากขึ้นด้วย