|
| หน้า
1 | 2 |
| ประวัติการจัดตั้ง |
|
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน ได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นที่รวบรวมและจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุที่มีอยู่มากมายในภาคเหนือของประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง
โดยมหาอำมาตย์โท พระยาราชนกุลวิบูลย์ภักดี (อวบ เปาโรหิต) สมุหเทศาภิบาล
มณฑลพายัพ เป็นผู้ริเริ่มการนี้มาตั้งแต่พ.ศ. 2470 ซึ่งในช่วงเวลานั้น
เริ่มมีการมองเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมมากขึ้น กิจการพิพิธภัณฑสถาน
ซึ่งเริ่มจากในพระราชสำนักในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จนกระทั่งได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับประชาชนขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อพ.ศ. 2417 มีผลให้เ กิดพิพิธภัณฑสถานอื่นๆขึ้นอีกหลายแห่งในประเทศ
รวมทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย แห่งนี้ |
|
หลักฐานการเริ่มจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย มีปรากฏในใบแจ้งความของมณฑลพายัพ
ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2470 ตามรายละเอียดดังนี้ |
|
ด้วยมณฑลพายัพเป็นเมืองที่ตั้งมาโบราณกาล บางสมัยถึงได้ใช้เป็นราชธานีในสยาม.....เป็นเมืองที่ประกอบด้วย
นักปราชญ์ชั้นเอกเลื่องลือนาม เพราะเหตุนี้ย่อมมีโบราณวัตถุที่ปรากฏและค้นพบใหม่เนืองๆอยู่
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็ได้รวบรวมไว้บ้าง ที่มีมากกว่าแห่งอื่นก็คือนครลำพูน
ข้าพเจ้าเห็นว่าสมควรจะรวบรวมโบราณวัตถุที่พบแล้ว หรือที่จะพบในภายภาคหน้า
จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับมณฑลพายัพขึ้นเป็นกิจจะลักษณะ เพื่อความมั่นคง
ที่จะมิให้สิ่งของเหล่านั้นเป็นอันตรายสูญหาย สถานที่ๆจะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์นั้น
เหมาะแก่บริเวณวัดมหาธาตุ หริภุญไชย นครลำพูน กับเห็นควรจะจัดตั้งหอสมุดสำหรับมณฑลพายัพขึ้นที่นครเชียงใหม่
เพื่อรวบรวมบรรดาหนังสือเก่าใหม่เท่าที่สามารถจะหาได้ สำหรับผู้ที่ปรารถนาที่จะศึกษาหาความรู้ในทางโบราณคดี
และวรรณคดีจะอ่านตรวจดูได้สะดวกเป็นสาธารณะประโยชน์ตลอดกาลนาน ข้าพเจ้าได้หารือ
ต่อกรรมการราชบัณฑิตย์สภาฯได้อนุมัติแล้ว |
|
ต่อมาได้มีคำสั่งศาลรัฐบาลมณฑลพายัพที่
12 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2470
แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการจัดตั้ง
พิพิธภัณฑสถานมณฑลพายัพ
ที่นครเชียงใหม่
ดังรายนามดังนี้ |
1. เจ้าจักรคำขจรศักดิ์
พร้อมด้วย
พระยาราชนกุลวิบูลย์ภักดี
เป็นผู้อำนวยการ
2. พระยาวิชิตรักษา
เป็นผู้ดำเนินการ
3. นายอำเภอเมือง
เป็นผู้ช่วยดำเนินการและเลขานุการ
4. ปลัดอำเภอเมืองผู้
1
แล้วแต่ผู้ดำเนินการจะเลือก
เป็นผู้รักษาพิพิธภัณฑ์
5. จ่าจังหวัด
เป็นผู้ช่วยรักษาพิพิธภัณฑ์
6. เสมียนตราจังหวัด
เป็นเหรัญญิก
7. อักษรเลข
เป็นผู้ช่วยเหรัญญิก |
|
คณะเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ได้ใช้สถานที่ภายในบริเวณวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร
คือที่บริเวณศาลาบาตรมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ขององค์พระธาตุหริภุญไชย
และศาลาอีกหลังหนึ่งใกล้กัน เป็นอาคารพิพิธภัณฑสถาน ศิลปะโบราณวัตถุที่นำมาเก็บรวบรวมและจัดแสดง
ส่วนใหญ่เป็นวัตถุที่เกียวเนื่องในพระพุทธศาสนา เช่น พระพุทธรูป พระพิมพ์
ชิ้นส่วนของโบราณสถาน ภาชนะใช้สอย เครื่องประดับ ตลอดจนสิ่งของอื่นๆที่ถูกเก็บรักษาไว้ในวัด
พร้อมกันนี้ ทางมณฑลพายัพ ก็ได้ประกาศรับโบราณวัตถุต่างๆ และเงินทุนอุดหนุนด้วย
|
|
เมื่อแรกตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งนี้มี่ชื่อเรียกพิพิธภัณฑสถาน ลำพูน
อยู่ในความดูแลของวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร และจังหวัดลำพูน ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พ.ศ. 2475 ก็ยังคงอยู่ในความดูแลของวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศาลากลางจังหวัดเรื่อยมา
จนกระทั่งกรมศิลปากรได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ และประกาศเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
หริภุญไชย อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมศิลปากร ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน
พ.ศ.2504 เป็นต้นมา |
|
เมื่อประกาศเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
กรมศิลปากรมีนโยบายที่จะขยายและปรับปรุงกิจการ
พิพิธภัณฑ์ให้สมบูรณ์ตามหลักวิชาการ
จำเป็นจะต้องจัดหาที่ก่อสร้างอาคารหลังใหม่
เนื่องจากอาคารเดิมมีขนาดเล็ก
ไม่สามารถปรับปรุงตามมาตราฐานสากลได้ |
|
พระธรรมโมลี
เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญไชยในขณะนั้น
ได้มอบศิลปโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานหลังเดิมจำนวน
2031 ชิ้น เพื่อนำไปจัดแสดง ณ
อาคารที่จะสร้างใหม่
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2511
แต่ยังคงเก็บไว้ในที่เดิมจนกว่าอาคารหลังใหม่จะสร้างแล้วเสร็จ |
|
กรมศิลปากรได้รับงบประมาณให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานหลังใหม่
ในที่ดินราชพัสดุ
ซึ่งได้รับมอบกรรมสิทธ์จำนวน
2 ไร่ 2 งาน 55 ตารางวา
อยู่ที่ถนนอินทยงยศ
ตรงข้ามวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร
ก่อนหน้านี้เป็นที่ตั้งเรือนจำจังหวัดลำพูน
และแต่เดิมนั้นที่ดินตรงนี้เป็นที่วัดร้าง
ปรากฏหลักฐานตามจารึกว่า
ชื่อวัดแสนข้าวห่อ |
|
การก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
หริภุญไชย หลังใหม่
เริ่มในปี พ.ศ. 2515
แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2517
จากนั้นได้นำศิลปโบราณวัตถุ
ทั้งจากอาคารหลังเก่าภายในวัดฯ
จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
พระนคร และที่ได้รับบริจาคจากประชาชน
มาร่วมจัดแสดง |
|
การขยายกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
หริภุญไชย ดังกล่าว
ในปัจจุบันจึงทำให้มีอาคารพิพิธภัณฑสถาน
2 หลัง คืออาคารพิพิธภัณฑสถานลำพูนหลังเดิม
ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร
(อาคารหลังเดิมได้ถูกรื้อลง
และสร้างใหม่บนที่เดิมแล้วเสร็จเมื่อปี
พ.ศ. 2540)
อยู่ในความดูแลของวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร
และอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย
ที่ถนนอินทยงยศ
อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมศิลปากร |
|
กรมศิลปากรได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี
เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
หริภุญไชย เมื่อวันที่ 20
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 เวลา 15.00 น. |
|
ในระยะแรกของการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถาน ลำพูน มีบทบาทเป็นสถานที่เก็บรวบรวมและจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุ
เพื่อให้ประชาชนที่สนใจเข้าชมได้ตามอัธยาศัยตามปรัชญาของการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
หริภุญไชย มีบทบาทหน้าที่เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อื่นๆของประเทศไทย
และเป็นสากลคือ การรวบรวมวัตถุ ตรวจสอบ ศึกษาวิจัย ทำหลักฐาน จัดแสดง
การสงวนรักษา การรักษาความปลอดภัย
และให้การศึกษาแก่สังคมด้วย |
|
โดยเนื้อหาของเรื่องราวและศิลปโบราณวัตถุที่จัดแสดง พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้
จัดเป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทประวัติศาสตร์ศิลปะ และโบราณคดี แต่กรมศิลปากรมีโครงการจะปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง
ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบในหลักการ โครงการเมื่อวันที่ 29 มีนาคม
2537 ซึ่งหากได้รับงบประมาณดำเนินงานตามโครงการนี้อย่างจริงจัง ก็จะทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
หริภุญไชย มีการจัดแสดงนิทรรศการเพิ่มหลากหลายสาขาขึ้น เช่น สาขาธรรมชาติวิทยา
ภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่น เผ่าชนชาติพันธุ์วิทยา
มรดกดีเด่นของท้องถิ่นฯลฯ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ก็จะเพิ่มบทบาทต่อสังคมมากขึ้นด้วย
|
|