หน้า 1 | 2 | 3 | 4

คชสีห์
ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 20-22
ดินเผาเคลือบ
ย้ายมาจากวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน
ขนาด สูง 54.5 ซ.ม.
หมายเลขทะเบียน 812/18
          คชสีห์เป็นสัตว์ในวรรณคดี มีรูปเหมือนราชสีห์ แต่มีงวงเหมือนช้าง คชสีห์ตัวนี้ทำด้วยดินเผาเคลือบสีเขียวเหลือบน้ำตาล มีรูปร่างอ้วนล่ำหมอบเท้าหลังแนบกับพื้น เท้าหน้าเหยียบตั้งตรง มีงวงสั้น ครีบที่กลางศีรษะเป็นริ้วชำรุดไปบางส่วน ใบหูขนาดค่อนข้างเล็ก มีฟันเต็มปากที่อ้าอยู่ จากเนื้อดินและสีที่ใช้เคลือบพอสันนิษฐานได้ว่า คงทำขึ้นที่แหล่งเตาอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย



    

โคมทรงปราสาท
ศิลปะล้านนา พ.ศ. 2051
สำริด
ย้ายมาจากวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน
ขนาด ฐานกว้าง 41.5 ซ.ม. สูง 92.5 ซ.ม.
หมายเลขทะเบียน 303/18
          โคมสำริดปิดทอง ใช้สำหรับจุดไฟบูชาองค์พระธาตุหริภุญไชยมีลักษณะเป็นทรงปราสาท มีฐานสูงรองรับองค์เรือนธาตุ ซึ่งฉลุโปร่งเป็นลวดลาย โดยด้านหน้าทำเป็นประตูเล็กๆฉลุลายดอกไม้ และลายกนก สองข้างประตูทำเป็นรูปบุคคลยืนเหนือฐานบัวแสดงอัญชลี ส่วนอีก 3ด้าน ตรงกลางทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยมและภายในฉลุลวดลายดอกไม้สี่กลีบ มุมทั้งสี่ทำเป็นนาคมีปีกทอดตัวลงมา ถัดขึ้นไปเป็นหลังคาซ้อนกันสองชั้น ส่วนยอดทำเป็นดอกบัวตูม
         รอบฐานด้านนอกมีจารึก ความว่า จ.ศ.870 (พ.ศ.2051) พระรัตนปัญญา เป็นประธาน(พร้อมด้วย) พระมหาสวามีศีลวิสุทธิ์ วัดต้นแก้ว ชักชวนผู้มีศรัทธา" ชาวญางหวาน"(
?)ทั้งหลายที่อยู่ทิศตะวันตก ออก ใต้ และเหนือ ให้เก็บรวบรวมทองสัมฤทธิ์เพื่อหล่อรูปปราสาทน้ำหนัก 58000(ประธาน 60 กิโลกรัม)สำหรับใช้เป็นประทีปบูชาพระมหาธาตุเจ้าตราบจนถึง 5000 วัสสะเทอญ
         ส่วนบนแผ่นเชิงเทียนก้านในโคมมีจารึกความว่า " ข้า (พระพุทธเจ้า) หล่อโคมเพื่อบูชาพระมหาธาตุเจ้า โดยตั้งปรารถนาให้ได้เกิดเป็นอรหันต์องค์หนึ่งในสำนักพระอริยเมตไตยโพธิสัตว์เจ้าเทอญ

 

ช้างจำลอง
ศิลปะล้านนา พ.ศ.2467
ไม้สลักบุเงิน
ย้ายมาจากวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน
ขนาด สูง 64 ซ.ม.
หมายเลขทะเบียน 198/18
         ช้างแกะสลักจากไม้และใช้แผ่นเงินหุ้ม เครื่องประดับต่างๆย่อส่วนจากของจริงอย่างครบถ้วน กูบช้างทำด้วยเงิน ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยไม้สลักบุเงิน 3 องค์ เหนือขึ้นไปเป็นฉัตรเงินฉลุ 5 ชั้น ที่ฐานมีจารึกความว่า " จุลศักราชได้ 1286 ตั๋วปีกาบไจ้ เดือน 6 เหนือ ขึ้น 15 ค่ำ เม็งวัน 1 ไตยรวง
เหม้า ตรงกับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2467 ปะถะมะมูลศรัทธาแม่เจ้าบัวติ๊บเป๋นเค้า พร้อมกับด้วยลูกหลาน ปี่น้อง จุผู้จุคน ก็ได้สร้างยังรูปจ๊างเงินตั๋ว 1 มาถวายเปนตานกับพระวิหารวัดหลวงลำปูนตราบ 5000 พระวัสสาดีหลี ขอจุ่งจักเป็นพระไจ๋ก้ำยังศรัทธาผู้ข้าทั้งหลาย ตราบเถิงยัง แก้วยอด พระนิปปานเจ้าจิ่ม เต๊อะฯ
"

 

ม้าจำลอง
ศิลปะล้านนา พ.ศ.2467
ไม้สลักบุเงิน
ย้ายมาจากวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน
ขนาด กว้าง 4.3 ซ.ม.สูง 19 ซ.ม.
หมายเลขทะเบียน 194/18
          ม้าจำลองตัวนี้สร้างขึ้นโดยแม่เจ้าบัวทิพย์ เครื่องตกแต่งต่าง
ๆ ทำด้วยเงิน ที่ฐานมีจารึกความว่า จุลศักราชได้ 1286 ตั๋ว ปี๋กาบไจ้ เดือน 6 เหนือ ขึ้น 15 ค่ำ เม็งวันไตยรวงเหม้า ตรงกับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2467  ปะถะมะมูลศรัทธาแม่เจ้าบัว ติ๊บเป๋นเค้า พร้อมกับด้วยลูกและหลานจุผู้จุคนก็ได้สร้างยังรูปม้าเงินตั๋ว 1 มาถวาย เปนตาน กับพระวิหารหลวงลำพูน ตราบ 5000 พระวรรษาดีหลี ขอจุ่งจักเป๋นปัจจัย ค้ำชูยังผู้ข้า ทั้งหลายตราบเถิงยังยอดแก้วพระนิปปานเจ้าจิ่มแต้เต๊อะฯ"


ขันแก้ว 5 โกฐาก
ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 25
ไม้แกะสลักประดับกระจก
ขนาด ปากกว้าง 48.2 ซ.ม.สูง 43.8 ซ.ม.
หมายเลขทะเบียน 34/37
          ขันแก้ว 5 โกฐาก รูปเหลี่ยม เชิงเป็นนาคเลื้อย 3 ตัว ปิดกระจก
          ขันแก้ว 5 โกฐาก นี้ คือ พานดอกไม้ ใช้เป็นเครื่องสักการะในพิธีกรรมทางศาสนา สำหรับสักการะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระกัมมัฏฐาน และครูบาอาจารย์ผู้สอน กัมมัฏฐานใส่ดอกไม้ 5 ส่วนเท่ากัน มักจะแยกให้เห็นชัดตามความนิยมของท้องถิ่น ใช้ในโอกาส
          1. งานมหกรรมฉลองสมโภช เช่น ปอยหลวงพระเจดีย์ พระวิหาร พระอุโบสถของวัด พระสงฆ์ ผู้เป็นประธานจะโยงคือถือพาน แล้วกล่าวคำนมัสการ ก่อนจะเริ่มพิธีเจริญพระพุทธมนต์
           2. ใช้โยงหรือกล่าวนมัสการเวลาจะเริ่มบำเพ็ญภาวนาของอุบาสก อุบาสิกา ในวันอุโบสถ
           3. ในพิธีอบรมหรือพุทธาภิเษกพระพุทธรูปใหม่ หรือวัตถุมงคล
          4. ในการสวดมนต์ทุกวันของพระสงฆ์ บางวัดหลังจากสวดมนต์แล้วจะบำเพ็ญภาวนาต่างๆ พระภิกษุผู้เป็นประธานจะโยงขันแก้ว 5 โกฐากเสมอ

 

ขันแก้วทั้งสาม
ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 25
ไม้ทารักปิดทอง
ขนาด ปากกว้าง 45 ซ.ม.สูง 71ซ.ม.
หมายเลขทะเบียน 90/37
          ขันแก้วทั้งสามแบบพานทรงกลม ทรงสูง เชิงเป็นนาคเลื้อย 5 ตัว ทาชาดและลงรักปิดทอง
          ขันแก้วทั้งสามเป็นเครื่องสักการะพระรัตนตรัย หมายถึงพานที่ใช้ใส่ดอกไม้ ธูป เทียน สักการะ พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
          เป็นภาชนะที่ประชาชนนำดอกไม้ ธูป เทียนมาใส่รวมกันเป็นจุดเดียว ดอกไม้ ธูปเทียนในขันแก้วทั้งสามใส่ทายก ทายิกา จะใช้คำพูดว่า อิ สวา สุ อิ หมายถึงพุทธคุณ สวา หมายถึงพระธรรมคุณ สุ หมายถึงสังฆคุณ เมื่อถึงเวลาประกอบพิธีไหว้พระรับ ศีล  หรือสวดมนต์ถวายไทยทาน ผู้แทนของทายก ทายิกา จะยกเอาขันแก้วทั้งสามไป ประเคนไว้หน้าพระพุทธรูป พระประธาน โดยเอาขันแก้วแตะกับฐานชุกชี  หรือแท่นแก้ว เบาๆแล้ววางไว้หน้าพระพุทธรูป กราบ 3 หน

 

สัตตภัณฑ์
ศิลปะล้านนา พ.ศ.2460
ไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก
ย้ายมาจากวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน
ขนาด กว้าง 182 ซ.ม.สูง 179 ซ.ม.
หมายเลขทะเบียน 290/18
          สัตตภัณฑ์หลังนี้ทำด้วยไม้สลักปิดทองประดับกระจกสี กึ่งกลางด้านบนสลักเป็นรูปหน้ากาล หรือราหูคายนาค ซึ่งนาคนี้ก็คายนาคตัวต่อๆไปและเกี้ยวกระหวัดกัน มีรูปแบบสวยงามจัดเป็นศิลปกรรมชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง
         บริเวณฐานมีจารึกอักษรล้านนา นายบุญธรรม สุริยะสาย เจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติ สาขาลำพูนอ่านไว้ดังนี้
" สตินนํ วัตตเมธานํ อโหวัตตถานํ มิสสเยเมตตยสตเก พุทธสาสเนตานํ นิพพานํ ปรมสุขขํ จุลศักราช 1279 ตัวปี เมืองไส้มหามูลศรัทธา หมายมี แม่เจ้าเรือนแก้วเป็นเก๊า พร้อมด้วยบุตรา บุตรี จุกคนก็สร้างยัง สัตตภัณฑ์ ถวายพระเจ้าแก้วเจ้า มหาจินะตุ๊เจ้า เมื่อเดือน วิสาขเม็งวัน 7 ไต เมืองไส้ พ.ศ. 2460"
         ความหมายคือ เจ้าแม่รถแก้วมารดาเจ้าจักคำขจรศักดิ์พร้อมด้วยบุตร ธิดา สร้างถวายพระพุทธรูปประธานวัดพระธาตุหริภุญไชย เพื่อเป็นพุทธบูชา เมื่อวันเพ็ญเดือนวิสาข จ.ศ.1279 (พ.ศ.2460)
          สัตตภัณฑ์คือ เชิงเทียนสำหรับบูชาพระประธานในอุโบสถหรือพระธาตุเจดีย์ เป็นเครื่องสักการะที่สำคัญอย่างหนึ่งในคติทางศาสนาของล้านนาไทย จัดเป็นเครื่องสักการะพระรัตนตรัย ประเภทเครื่องสักการะที่ใช้สำหรับตั้งหรือรองเครื่องสักการะ
          สัตตภัณฑ์ส่วนมากมักจะทำด้วยไม้สลักลวดลายต่างๆ เช่นรูปสัตว์ พันธุ์พฤกษา ที่นิยมทำมากที่สุดคือรูปนาค นอกจากช่างจะแกะสลักไม้แล้วบางครั้งยังมีการลงรักปิดทองประดับกระจก สีด้านบนมักจะสลักเป็นเชิงเทียนรวม 7 อัน
          สัตตภัณฑ์และเชิงเทียน 7 อันนี้มีผู้ให้ความ หมายด้านรูปลักษณ์ ว่าอาจหมายความถึง ภูเขาทั้ง 7 ที่ตั้งรายล้อมภูเขาพระสุเมรุ อันหมายถึงสวรรค์ที่ประทับของพระเจ้าและเหล่าเทวดาทั้งหลาย ประกอบด้วย
          1. ยุคนธร   2. อิสินธร   3. กรวิก   4. เนมินทร  5. สุทัศนะ   6. วินันตกะ   7. อัศกันต์
          การกระทำบูชาโดยการนำสัตตภัณฑ์อันหมายถึงภูเขา 7 ลูก มาล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ซึ่งได้แก่พระธาตุเจดีย์นั้น ตามความเชื่อของชาวล้านนามาตั้งแต่โบราณ จึงสอดคล้องกับการบูชาพระธาตุเจดีย์หริภุญไชย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของวัดและพระธาตุเจดีย์ที่สำคัญในล้านนาไทย
          ท่านผู้รู้บางท่านให้ความหมายคำว่า สัตตภัณฑ์ ตามความหมายทางธรรม ในทางพระพุทธศาสนาคือ โพธิปักขิยธรรม คือธรรมที่เป็นแนวทางแห่งความรู้ธรรม หรือแนวที่เข้าสู่ความเป็นพุทธะ มีอยู่ 7 ประการ คือ 1. สติ ความระลึกได้ 2. ธัมมวิจัย การวิเคราะห์ วิจัยพระธรรม 3. วิริยะ ความพากเพียร 4. ปิติ ความอิ่มใจ พอใจ 5. ปัสสิทธิ ทำใจได้ 6. สมาธิ ทำจิตใจแน่วแน่มั่นคง 7 .อุเบกขา วางเฉยในสิ่งวุ่นวายทั้งปวง
          การจุดเทียนบูชาพระประธาน และพระรัตนตรัยจึงอาจหมายถึงการบูชาพระธรรม ที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ ซึ่งเรียกว่าพระธรรมคำสอน ความหมายนี้เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง

    

ตุงกระด้าง
ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 24-25
ไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก
ขนาด กว้าง 89.4 ซ.ม.สูง 326 ซ.ม.
หมายเลขทะเบียน 300/18
         " ตุง" เป็นภาษาถิ่นภาคเหนือ คือ "ธง" พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำว่า "ธง" ไว้ว่า คือ ผืนผ้า โดยมากเป็นสีและบางอย่างมีลวดลายเป็นรูปต่างๆที่ทำด้วยกระดาษและสิ่งอื่นๆก็มี สำหรับให้เป็นเครื่องหมายบอกชาติ ตำแหน่งในราชการเครื่องแบบสากล เครื่องหมายเดินทะเล คณะสมาคม อาคารและ อื่นๆใช้เป็นอาณัติสัญญาณเครื่องหมายตกแต่งสถานที่ในงานรื่นเริง หรือถือเข้าขบวนเป็นต้น
         การใช้ธงปรากฏหลักฐานมานานนับพันปีแล้ว มีการพัฒนารูปแบบตามความเชื่อ ในแต่ละสังคม และยังใช้แพร่หลายจนกระทั่งปัจจุบัน ตามความเชื่อของชาวล้านนา การใช้ตุง เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมในพุทธสาศนาและประเพณีเกี่ยวกับชีวิต  
         ตุงจึงเป็นเครื่องสักการะประเภทหนึ่งที่ทำด้วยวัสดุหลายชนิด เช่น ผ้า กระดาษ ไม้
         การใช้ตุงกระด้างเป็นวัฒนธรรมที่ล้านนารับมาจากพม่า หรือไทยใหญ่ ที่นิยมสร้างตุงกระด้างสำหรับพระรัตนตรัยอย่างถาวร มักถวายเป็นคู่ไว้หน้าพระประธานหรือหน้าโบสถ์ วิหาร บางแห่งทำไว้กลางลานวัด หรือใกล้พระเจดีย์
         ตุงกระด้างเป็นตุงที่ทำด้วยวัสดุที่คงทนคือไม้ หรือโลหะ มีการแกะสลักประดับด้วยโลหะฉลุลายหรือประดับปูนปั้นเป็นลวดลายต่างๆเช่น  ลายเครือเถา ลายกระหนก ลายรูปสัตว์ ทั้งจตุบทและทวิบาท โดยทั่วไปนิยมแกะสลักเป็นรูปสัตว์ประจำปีเกิดของผู้ถวาย
         ตุงกระด้างนี้นำมาจากวัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร ทำเป็นเสากลม ยอดแกะสลักเป็นรูปหงส์ ผืนธงเป็นไม้แกะสลักรูปเรียวปลายแหลม ประดับโลหะฉลุลวดลายหรือเครือเถา กรุกระจกสี ด้านล่างเป็นรูปม้าซึ่งคงเป็นนักษัตรประจำปีเกิดผู้ถวาย ส่วนบนเป็นรูปไก่ (ระกา)
         ตามคตินิยมบูชาพระธาตุประจำปีเกิดของคนล้านนาถือว่าผู้ที่เกิดปีระกา (ไก่) จะต้องบูชาพระธาตุหริภุญไชย เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของตน ภาพไก่บนตุงกระด้างผืนนี้เป็นสิ่งแสดงว่าผู้ถวายตุงกระด้างนี้เจตนาถวายเป็นพุทธบูชาพระบรมธาตุหริภุญไชย