hilight_menu.gif (2526 bytes)
      

หน้ากาล

chiangsaen25.jpg (10269 bytes)ศิลปะล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ 18 - 19
ปูนปั้น สูง 68 ซม.
เลขทะเบียน 84/2500
ได้จากวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เมื่อ พ.ศ. 2500

ชิ้นส่วนลายปูนปั้นประดับสถาปัตยกรรมเจดีย์ประธานวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บริเวณส่วนมุม ลักษณะเป็นรูปใบหน้ากึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์สวมกระบังหน้า เหนือเศียรเป็นลายกนก ปากคายลายกนกออกมาทั้งสอบข้าง มีมือยึดลายกนกไว้ริมฝีปากล่างหักหายไป

ตำนานอินเดียเล่าถึงกำเนิดของหน้ากาลนี้ว่า ครั้งหนึ่งมีพญายักษ์ชื่อชลันธรบำเพ็ญตบะแก่กล้า จนได้รับพรจากพระศิวะไม่ให้ผู้ใดต่อกรด้วยได้จึงเกิดความลำพองทำร้ายข่มเหงทั้งยักษ์ เทพ และมนุษย์

ต่อมา ยักษ์ชลันธรได้ให้พระราหูไปบอกพระศิวะให้มารบกับตน หากพระศิวะแพ้จะริบตัวนางปารพตีมเหสีเป็นของตน พระศิวะได้ฟังดังนั้นก็พิโรธเกิดมียักษ์หน้าสิงห์โตกระโดดออกจากหว่างพระขนงจะกินพระราหู พระราหูเห็นดังนั้นก็ตกใจขอให้พระศิวะช่วย พระศิวะทรงห้ามยักษ์ไม่ให้ทำร้ายพระราหู ยักษ์กล่าวว่าถ้าอย่างนั้นขอให้กินสิ่งอื่นแทนพระราหู พระศิวะตรัสให้ยักษ์นั้นกินแขนขาของตัวเอง ด้วยความหิวโหยยักษ์ได้กัดกินแขนขาของตนหมดแล้วยังไม่อิ่ม จึงกัดกินท้องและอกจนหมดสิ้นเหลือเพียงส่วนหัว พระศิวะเห็นเช่นนั้นก็เกิดความสงสาร ตรัสให้พรยักษ์นั้นให้อยู่ที่ประตูวิมานของพระองค์ตลอดไป ผู้ใดไม่เคารพจะไม่ได้รับพรจากพระองค์ หลังจากนั้นพระองค์เสด็จไปปราบยักษ์ชลันธรได้สำเร็จ

สมัยโบราณถือว่าหน้ากาลนี้เป็นสัญลักษณ์ของเวลาที่กินทุกสิ่งแม้แต่ตัวเอง รวมทั้งเป็นผู้ที่คอยดูแลฝูงปศุสัตว์เนื่องจากพระศิวะได้รับการยกย่องเป็นปศุบดี ผู้เป็นใหญ่ในฝูงสัตว์ หน้ากาลอันเปรียบเสมือนบุตรของพระองค์คงจะมีฤทธิ์ปกป้องสัตว์เลี้ยงได้ ลายหน้ากาลนี้สามารถพบเห็นได้ทั้วไปในเทวสถานของฮินดู และนิยมสร้างกันอย่างแพร่หลายในอินโดนีเซีย


เปลวรัศมี

chiangsaen26.jpg (8365 bytes)ศิลปะล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ 20 - 21
สำริด กว้าง 55 ซม. สูง 70 ซม.
เลขทะเบียน 8/2504
พบที่วัดเจดีย์หลวง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แล้วนำไปที่วัดมุมเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

เปลวรัศมี คือ สัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้หล่อด้วยสำริด ภายในกลวง ลักษณะเป็นเปลวรัศมี 9 แฉก แต่ยอดตรงกลางหักหายไป มีช่องสำหรับใส่หินมีค่าเพื่อประดับตกแต่ง ฐานด้านล่างมีกลีบบัวหงายรองรับและมีเดือยสำหรับสวมลงบนเศียรพระพุทธรูป

มีผู้สันนิษฐานว่าเปลวรัศมีนี้เป็นของพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ ซึ่งจมลงใต้แม่น้ำโขง ดังปรากฏว่าตำนานและพงศาวดารได้กล่าวถึงวัดบน "เกาะบัลลังตระการ" หรือ "เกาะดอนแท่น" กลางแม่น้ำโขงเมืองเชียงแสน อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่องค์หนึ่งที่อัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่ เกาะนี้น่าจะถล่มจมลงในแม่น้ำโขงก่อน พ.ศ. 2347 ที่เมืองเชียงแสนถูกเผาทำลายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก


ประติมากรรมรูปพระฤาษีกัมมะโล (ริมสุดด้านซ้าย)

chiangsaen27.jpg (5799 bytes)ศิลปะล้านนา พ.ศ. 2147
สำริด กว้าง 34 ซ.ม. สูง 74 ซ.ม.
เลขทะเบียน 1/2539
พบที่วัดพระธาตุดอยตุง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ประติมากรรมรูปบุคคลนั่งศรีษะเกล้ามวยสูง ใบหน้ายิ้ม นุ่งห่มหนังสือ สองมือพนมสูงเสมออก ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้นในลักษาการที่เรียกว่า "ประคองอัญชลี" บนที่นั่งด้านขวามีภาชนะรูปร่างคล้ายคนโทใส่น้ำ ด้านซ้ายมีภาชนะรูปทรงคล้ายขันหรือชามกับกล่องใส่ของ ฐานล่างมีภาพบุคคลกำลังแสดงความเคารพรูปกวาง มีภาพของเครื่องมือเครื่องใช้ สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องใช้ของฤาษี ซึ่งเครื่องใช้เหล่านี้พบประกอบลายปูนปั้นกลีบขนุนปรางค์ในสมัยลพบุรี

ฐานมีจารึกภาษาล้านนา และไทใหญ่ กล่าวถึงปี พ.ศ. 2147 เจ้าเมืองเชียงแสน พร้อมทั้งพระสังฆราชเจ้าทั้งหลาย มีพระมหาสมเด็จราชครูวัดพระหลวง (วัดเจดีย์หลวง) เป็นประธาน และพระสังฆโมลีเป็นกรรมการ ฝ่ายฆราวาสมีอำมาตย์ สร้างรูปพระฤาษีนี้ไว้บนดอยตุง ในตอนท้ายมีคำไหว้พระธาตุ และตำนานพระธาตุดอยตุง จารึกดังกล่าวแสดงให้เป็นว่าประติมากรรมรูปนี้คือพระฤาษีกัมมะโล ซึ่งตำนานและพงศาวดารเหนือกล่าวว่ามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอชุตราชกษัติย์ในตำนาน โดยพระฤาษีมีศักดิ์เป็นพ่อตาของพระเจ้าอชุตราช

สาระสำคัญของจารึกบนฐานพระฤาษีกัมมะโลกล่าวถึงการสร้างพระธาตุดอยตุง โดยพระเจ้าอชุตราชเป็นผู้นำในการสร้างถวายแด่พระฤาษีกัมมะโล เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้ฉลองพระธาตุ มีการสร้างตุง (ธง) ขนาดใหญ่ จึงเป็นที่มาของชื่อ "ดอยตุง" และมอบหมายให้ชาวลัวะเป็นผู้ดูแล


พิณเปี๊ยะ

chiangsaen28.jpg (2831 bytes)ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 25
เฉพาะส่วนหัวพิณหล่อด้วยสำริด กว้าง 4.5 ซ.ม., ยาว 18 ซ.ม.
เลขทะเบียน 92/2528
พระบุญช่วย วรางคโล เจ้าอาวาสวัดป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย มอบให้เมื่อวันที่ 15 ธันวามคม 2528

หัวเปี๊ยะทำเป็นรูปหัวช้าง มีงวง มีหูกางใช้เป็นที่พาดสายทั้ง 2 ข้าง ส่วนปลายด้ามทำเป็นปลอกสำหรับเป็นที่เสียบแกนไม้ เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของล้านนา ที่มีประวัติพัฒนาการที่ยาวนาน

"พิณเปี๊ยะ" พัฒนามาจากพิณน้ำเต้าในตระกูลเดียวกับพิณธนูโดยพิณเปี๊ยะได้เพิ่มจำนวนสายขึ้นเป็น 2 - 7 สาย เปลี่ยนกล่องเสียงที่แต่เดิมใช้ผลน้ำเต้าแห้งผ่าครึ่งมาเป็นผลมะพร้าวแห้งผ่าครึ่ง ส่วนปลายที่เป็นที่ผูกสายนั้นเดิมทำด้วยไม้ ต่อมาเปลี่ยนมาทำด้วยวัสดุอื่น เช่น เขาสัตว์, งาช้าง, โลหะหล่อ, สำริด คันทวนใช้ไม้เนื้อแข็ง สายเป็นโลหะ

จากหลักฐานทางโบราณคดี พบภาพปูนปั้นประดับฐานเจดีย์จุลประโทน ในเมืองโบราณนครปฐมปัจจุบันนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เป็นภาพกินรกำลังเล่นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายพิณเปี๊ยะ ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับเครื่องดนตรีโบราณของอินเดีย ที่เรียกว่า "เอกะตันตริ" ที่ปรากฏในศิลปะอินเดียใต้ ราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14 หรือเครื่องดนตรีของรัฐโอริสสา ทางตะวันออกของอินเดีย ชื่อ "ตุลา" ยังพบประติมากรรมปูนปั้นที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี จังหวัดราชบุรี เป็นรูปสตรี 5 นางกำลังบรรเลงเครื่องดนตรี นางหนึ่งในจำนวนนักดนตรีเล่นเครื่องดนตรีที่มีรูปร่างคล้ายพิณเปี๊ยะอีกด้วย อันอาจจะสันนิษฐานได้ว่า เครื่องดนตรีประเภทนี้เข้ามาพร้อมกับการเผยแพร่ศาสนาพุทธ และพราหมณ์ในบริเวณภาคกลาง เป็นที่นิยมเล่นกันแพร่หลายในสมัยทวารวดี หรือราวพุทธศตวรรษที่ 11 - 17 และเข้ามาทางภาคเหนือของประเทศไทยพร้อมกับการโยกย้ายของกลุ่มคนจากพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยไปตั้งบ้านเมืองใหม่ที่ "หริภุญไชย" จังหวัดลำพูน ตามตำนานจามเทวีวงศ์

วิธีการเล่น ใช้มือกดสายและถือคันพิณเฉียงกับลำตัวผู้เล่น ให้กล่องเสียงวางทาบกับหน้าอกของผู้เล่น ซึ่งผู้เล่นจะบังคับให้เสียงที่ออกจากกล่องเสียงมีความทุ้ม หนักเบา แหลม ฯลฯ เกิดเป็นเสียงได้หลายลักษณะ โดยการขยับกล่องเสียงด้วยมือซ้าย ทำให้เสียงสะท้อนออกมาทางช่องระหว่างกะลากับหน้าอก เดิมชายล้านนามักนำพิณเปี๊ยะไปเล่นเวลาไป "แอ่วสาว"