
|
หน้ากาล |
ศิลปะล้านนา
ราวพุทธศตวรรษที่ 18 - 19
ปูนปั้น สูง 68 ซม.
เลขทะเบียน 84/2500
ได้จากวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน
จังหวัดเชียงราย เมื่อ พ.ศ. 2500
ชิ้นส่วนลายปูนปั้นประดับสถาปัตยกรรมเจดีย์ประธานวัดป่าสัก
อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
บริเวณส่วนมุม
ลักษณะเป็นรูปใบหน้ากึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์สวมกระบังหน้า
เหนือเศียรเป็นลายกนก
ปากคายลายกนกออกมาทั้งสอบข้าง
มีมือยึดลายกนกไว้ริมฝีปากล่างหักหายไป
ตำนานอินเดียเล่าถึงกำเนิดของหน้ากาลนี้ว่า
ครั้งหนึ่งมีพญายักษ์ชื่อชลันธรบำเพ็ญตบะแก่กล้า
จนได้รับพรจากพระศิวะไม่ให้ผู้ใดต่อกรด้วยได้จึงเกิดความลำพองทำร้ายข่มเหงทั้งยักษ์
เทพ และมนุษย์
ต่อมา ยักษ์ชลันธรได้ให้พระราหูไปบอกพระศิวะให้มารบกับตน หากพระศิวะแพ้จะริบตัวนางปารพตีมเหสีเป็นของตน
พระศิวะได้ฟังดังนั้นก็พิโรธเกิดมียักษ์หน้าสิงห์โตกระโดดออกจากหว่างพระขนงจะกินพระราหู
พระราหูเห็นดังนั้นก็ตกใจขอให้พระศิวะช่วย พระศิวะทรงห้ามยักษ์ไม่ให้ทำร้ายพระราหู
ยักษ์กล่าวว่าถ้าอย่างนั้นขอให้กินสิ่งอื่นแทนพระราหู พระศิวะตรัสให้ยักษ์นั้นกินแขนขาของตัวเอง
ด้วยความหิวโหยยักษ์ได้กัดกินแขนขาของตนหมดแล้วยังไม่อิ่ม จึงกัดกินท้องและอกจนหมดสิ้นเหลือเพียงส่วนหัว
พระศิวะเห็นเช่นนั้นก็เกิดความสงสาร ตรัสให้พรยักษ์นั้นให้อยู่ที่ประตูวิมานของพระองค์ตลอดไป
ผู้ใดไม่เคารพจะไม่ได้รับพรจากพระองค์ หลังจากนั้นพระองค์เสด็จไปปราบยักษ์ชลันธรได้สำเร็จ
สมัยโบราณถือว่าหน้ากาลนี้เป็นสัญลักษณ์ของเวลาที่กินทุกสิ่งแม้แต่ตัวเอง
รวมทั้งเป็นผู้ที่คอยดูแลฝูงปศุสัตว์เนื่องจากพระศิวะได้รับการยกย่องเป็นปศุบดี
ผู้เป็นใหญ่ในฝูงสัตว์
หน้ากาลอันเปรียบเสมือนบุตรของพระองค์คงจะมีฤทธิ์ปกป้องสัตว์เลี้ยงได้
ลายหน้ากาลนี้สามารถพบเห็นได้ทั้วไปในเทวสถานของฮินดู
และนิยมสร้างกันอย่างแพร่หลายในอินโดนีเซีย |
เปลวรัศมี
|
ศิลปะล้านนา
ราวพุทธศตวรรษที่ 20 - 21
สำริด กว้าง 55 ซม. สูง 70 ซม.
เลขทะเบียน 8/2504
พบที่วัดเจดีย์หลวง
อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
แล้วนำไปที่วัดมุมเมือง
อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
เปลวรัศมี คือ สัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้หล่อด้วยสำริด
ภายในกลวง ลักษณะเป็นเปลวรัศมี 9 แฉก แต่ยอดตรงกลางหักหายไป มีช่องสำหรับใส่หินมีค่าเพื่อประดับตกแต่ง
ฐานด้านล่างมีกลีบบัวหงายรองรับและมีเดือยสำหรับสวมลงบนเศียรพระพุทธรูป
มีผู้สันนิษฐานว่าเปลวรัศมีนี้เป็นของพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่
ซึ่งจมลงใต้แม่น้ำโขง
ดังปรากฏว่าตำนานและพงศาวดารได้กล่าวถึงวัดบน
"เกาะบัลลังตระการ" หรือ
"เกาะดอนแท่น"
กลางแม่น้ำโขงเมืองเชียงแสน
อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่องค์หนึ่งที่อัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่
เกาะนี้น่าจะถล่มจมลงในแม่น้ำโขงก่อน
พ.ศ. 2347
ที่เมืองเชียงแสนถูกเผาทำลายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จฯ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก |
ประติมากรรมรูปพระฤาษีกัมมะโล
(ริมสุดด้านซ้าย)
|
ศิลปะล้านนา
พ.ศ. 2147
สำริด กว้าง 34 ซ.ม. สูง 74 ซ.ม.
เลขทะเบียน 1/2539
พบที่วัดพระธาตุดอยตุง
อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ประติมากรรมรูปบุคคลนั่งศรีษะเกล้ามวยสูง
ใบหน้ายิ้ม นุ่งห่มหนังสือ
สองมือพนมสูงเสมออก
ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้นในลักษาการที่เรียกว่า
"ประคองอัญชลี"
บนที่นั่งด้านขวามีภาชนะรูปร่างคล้ายคนโทใส่น้ำ
ด้านซ้ายมีภาชนะรูปทรงคล้ายขันหรือชามกับกล่องใส่ของ
ฐานล่างมีภาพบุคคลกำลังแสดงความเคารพรูปกวาง
มีภาพของเครื่องมือเครื่องใช้
สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องใช้ของฤาษี
ซึ่งเครื่องใช้เหล่านี้พบประกอบลายปูนปั้นกลีบขนุนปรางค์ในสมัยลพบุรี
ฐานมีจารึกภาษาล้านนา และไทใหญ่
กล่าวถึงปี พ.ศ. 2147
เจ้าเมืองเชียงแสน
พร้อมทั้งพระสังฆราชเจ้าทั้งหลาย
มีพระมหาสมเด็จราชครูวัดพระหลวง
(วัดเจดีย์หลวง) เป็นประธาน
และพระสังฆโมลีเป็นกรรมการ
ฝ่ายฆราวาสมีอำมาตย์
สร้างรูปพระฤาษีนี้ไว้บนดอยตุง
ในตอนท้ายมีคำไหว้พระธาตุ
และตำนานพระธาตุดอยตุง
จารึกดังกล่าวแสดงให้เป็นว่าประติมากรรมรูปนี้คือพระฤาษีกัมมะโล
ซึ่งตำนานและพงศาวดารเหนือกล่าวว่ามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอชุตราชกษัติย์ในตำนาน
โดยพระฤาษีมีศักดิ์เป็นพ่อตาของพระเจ้าอชุตราช
สาระสำคัญของจารึกบนฐานพระฤาษีกัมมะโลกล่าวถึงการสร้างพระธาตุดอยตุง
โดยพระเจ้าอชุตราชเป็นผู้นำในการสร้างถวายแด่พระฤาษีกัมมะโล
เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้ฉลองพระธาตุ
มีการสร้างตุง (ธง) ขนาดใหญ่
จึงเป็นที่มาของชื่อ "ดอยตุง"
และมอบหมายให้ชาวลัวะเป็นผู้ดูแล |
พิณเปี๊ยะ
|
ศิลปะล้านนา
พุทธศตวรรษที่ 25
เฉพาะส่วนหัวพิณหล่อด้วยสำริด
กว้าง 4.5 ซ.ม., ยาว 18 ซ.ม.
เลขทะเบียน 92/2528
พระบุญช่วย วรางคโล
เจ้าอาวาสวัดป่าซาง อำเภอแม่จัน
จังหวัดเชียงราย
มอบให้เมื่อวันที่ 15 ธันวามคม 2528
หัวเปี๊ยะทำเป็นรูปหัวช้าง
มีงวง
มีหูกางใช้เป็นที่พาดสายทั้ง 2
ข้าง
ส่วนปลายด้ามทำเป็นปลอกสำหรับเป็นที่เสียบแกนไม้
เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของล้านนา
ที่มีประวัติพัฒนาการที่ยาวนาน
"พิณเปี๊ยะ" พัฒนามาจากพิณน้ำเต้าในตระกูลเดียวกับพิณธนูโดยพิณเปี๊ยะได้เพิ่มจำนวนสายขึ้นเป็น
2 - 7 สาย เปลี่ยนกล่องเสียงที่แต่เดิมใช้ผลน้ำเต้าแห้งผ่าครึ่งมาเป็นผลมะพร้าวแห้งผ่าครึ่ง
ส่วนปลายที่เป็นที่ผูกสายนั้นเดิมทำด้วยไม้ ต่อมาเปลี่ยนมาทำด้วยวัสดุอื่น
เช่น เขาสัตว์, งาช้าง, โลหะหล่อ, สำริด คันทวนใช้ไม้เนื้อแข็ง สายเป็นโลหะ
จากหลักฐานทางโบราณคดี
พบภาพปูนปั้นประดับฐานเจดีย์จุลประโทน
ในเมืองโบราณนครปฐมปัจจุบันนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
เป็นภาพกินรกำลังเล่นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง
ลักษณะคล้ายพิณเปี๊ยะ
ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับเครื่องดนตรีโบราณของอินเดีย
ที่เรียกว่า "เอกะตันตริ"
ที่ปรากฏในศิลปะอินเดียใต้
ราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 14
หรือเครื่องดนตรีของรัฐโอริสสา
ทางตะวันออกของอินเดีย ชื่อ
"ตุลา"
ยังพบประติมากรรมปูนปั้นที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ราชบุรี จังหวัดราชบุรี
เป็นรูปสตรี 5
นางกำลังบรรเลงเครื่องดนตรี
นางหนึ่งในจำนวนนักดนตรีเล่นเครื่องดนตรีที่มีรูปร่างคล้ายพิณเปี๊ยะอีกด้วย
อันอาจจะสันนิษฐานได้ว่า
เครื่องดนตรีประเภทนี้เข้ามาพร้อมกับการเผยแพร่ศาสนาพุทธ
และพราหมณ์ในบริเวณภาคกลาง
เป็นที่นิยมเล่นกันแพร่หลายในสมัยทวารวดี
หรือราวพุทธศตวรรษที่ 11 - 17
และเข้ามาทางภาคเหนือของประเทศไทยพร้อมกับการโยกย้ายของกลุ่มคนจากพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยไปตั้งบ้านเมืองใหม่ที่
"หริภุญไชย" จังหวัดลำพูน
ตามตำนานจามเทวีวงศ์
วิธีการเล่น
ใช้มือกดสายและถือคันพิณเฉียงกับลำตัวผู้เล่น
ให้กล่องเสียงวางทาบกับหน้าอกของผู้เล่น
ซึ่งผู้เล่นจะบังคับให้เสียงที่ออกจากกล่องเสียงมีความทุ้ม
หนักเบา แหลม ฯลฯ
เกิดเป็นเสียงได้หลายลักษณะ
โดยการขยับกล่องเสียงด้วยมือซ้าย
ทำให้เสียงสะท้อนออกมาทางช่องระหว่างกะลากับหน้าอก
เดิมชายล้านนามักนำพิณเปี๊ยะไปเล่นเวลาไป
"แอ่วสาว" |