|
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ช้างต้นตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังดุสิต
ตรงข้ามพระที่นั่งอภิเษกดุสิต
ใกล้พระที่นั่งอนันตสมาคม
และรัฐสภา ถนนอู่ทองใน
เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
๑๐๓๐๐
|
|
ประวัติสถานที่เดิม
เป็นโรงช้างต้นในพระราชวังดุสิต
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างโรงช้างต้น
พระราชทานแก่ พระเศวตอุดมวารณ์
ยืนโรง หลังจากได้ประกอบพระราชพิธีสมโภชขึ้นระหว่างเมื่อ
พ.ศ.๒๔๔๙
และล้มไปในปี พ.ศ.๒๔๕๒
|
| รัชกาลที่
๖ ในช่วงปีพ.ศ.๒๔๕๔
มีช้างเผือกมาสู่บารมี พระยาเพ็ชรพิไลยศรีสวัสดิ์ คล้องได้นำมาถวาย
จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวาง ณ มณฑลพระราชพิธิที่สวนมิสกวัน
พระราชทานนามว่า พระเศวตวชิรพาหฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยืนโรง
อยู่ที่โรงช้างต้นแห่งนี้ และล้มไปในปี พ.ศ.
๒๔๘๘ |
|
รัชกาลที่
๗ ในช่วงปี พ.ศ.
๒๔๗๐
ได้มีช้างเผือกมาสู่พระบารมี
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวาง พระราชทานนามว่า
พระเศวตคชเดชดิลกฯ
จึงได้จัดสร้างโรงช้างต้นขึ้นอีกโรงหนึ่งคู่กับโรงช้างต้น
พระเศวตวชิรพาหฯ ต่อเมื่อ
พระเศวตวชิรพาหฯ และ
พระเศวตคชเดชดิลกฯ
ล้มไปแล้ว
โรงช้างต้นทั้งสองจึงได้ว่างลงตราบจนกระทั่ง
ถึงรัชกาลปัจจุบัน
ครั้นถึง พ.ศ. ๒๕๐๒
ได้มีช้างเผือกมาสู่พระบารมี
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ปฏิสังขรณ์โรงช้างต้นซึ่งพระเศวตวชิรพาหฯ
เคยยืนโรงขึ้นเป็นการชั่วคราว
เพื่อเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างเผือกเชือกแรกในรัชกาลโปรดพระราชทานนามว่า
พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ
ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างโรงช้างต้นขึ้นในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
เพื่อให้โรงช้างต้นอยู่ในเขตพระราชฐานใกล้ที่ประทับ
ระหว่างที่กำลังก่อสร้างโรงช้างต้นนั้น
โปรดให้นำพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ
ไปยืนโรงที่เขาดินวนาเป็นการชั่วคราว
เมื่อโรงช้างสร้างเสร็จแล้ว
จึงได้ไปยืนโรง ณ
โรงช้างต้น
ในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
|
| โรงช้างต้นเดิมในพระราชวังดุสิต
ชำรุดทรุดโทรมลงมาตามกาลเวลา เมื่อรัฐบาลขอบริเวณรัฐสภา
เนื่องจากพระที่นั่งอนันตสมาคมได้เป็นที่ทำการรัฐสภา ตั้งแต่
พ.ศ. ๒๔๗๕ สืบมาจนถึง
พ.ศ. ๒๕๑๗ อาคารโรงช้างต้นชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา
เมื่อรัฐบาลสร้างอาคารรัฐสภาขึ้นใหม่ ด้านหลังพระที่นั่งอนันตสมาคม
รัฐสภาขอความเห็นชอบสำนักพระราชวังรื้อโรงช้างต้นออกจากบริเวณรัฐสภา
สำนักพระราชวังได้ร่วมกันปรึกษากับ กรมศิลปากรได้พิจารณาเห็นว่าโรงช้างต้นนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
โดย เฉพาะอาคารมความสำคัญทางด้านสถาปัตยกรรม
ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และประเพณีที่เกี่ยวกับช้างเผือก
ซึ่งเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย จึงดำเนินการขออนุรักษ์รักษาไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์
และจารีตประเพณี วันที่
๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๗
ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน
|
|
วันที่
๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๑
กระทรวงศึกษาธิการประกาศให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
โดยใช้ชื่อว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ช้างต้น ปี พ.ศ.
๒๕๓๕
ได้เปิดให้บริการเข้าชมอย่างไม่เป็นทางการในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์พระบรมราชินีนาถ ทรงพระเจริญมายุครบ ๖๐
พรรษา
|
| อาคารโรงช้างต้น
เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทย ก่ออิฐถือปูน
อาคารทรงไทยขนาดกว้าง ๑๒.๕๐
เมตร ยาว ๑๕ เมตร มีประตูเข้าออกด้านหน้า และด้านหลังมีประตูขนาดเล็กสำหรับผู้ดูแลช้าง
หน้าต่างรอบอาคาร ๑๗ บาน ภายในมีแท่น เบญพาด สำหรับช้างต้นยืนโรง
ลักษณะแท่นเบญพาด ประกอบด้วยเสาตะลุง ๒ ต้น ยอดเสาทำเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัน
มีเสากลมขนาดเล็กพาดกลาง ระหว่างเสาตะลุงทั้งสอง
เสาตะลุงแต่ละต้นฝังดินครึ่งหนึ่งของความยาวลำต้น
เพราะต้องการความแข็งแรงเพื่อทานกำลังช้างได้ เสาตะลุงด้านหัวช้างจะอยู่สูงกว่าด้านท้ายช้าย
ระยะห่างระหว่างเสาตะลุงขึ้นอยู่กับขนาดความยาวของลำตัวช้าง
ส่วนหัวช้างจะหันไปทิศใดก็ได้ โดยยกเว้นทิศตะวันตกซึ่งถือว่าเป็นทิศอัปมงคล
ตรงข้ามเสาตะลุงทั้งสองต้น มีเสาหมอสำหรับตกปลอก (ผูกขา)
และเสาหมอ นอกแท่นสำหรับตกปลอกขาหลัง
เมื่อเวลายืนแท่นเบญพาด ยกพื้นสูงพอประมาณ เพดานตรงแท่นเบญพาดแขวนเบญจาสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำด้วยผ้าขาวลงยันต์เขียนเส้นทอง
มีระบายสองชั้นขลิบทอง กลางเบญจาห้อยใบไม้กันภัยได้แก่ ใบเลียบ ใบเงิน
ใบทอง ใบหญ้าพันงู ใบรัก
ใบมะเดื่อ ใบอุทุมพร ใบมะม่วง ใบทองกวาว ใบตะขบ ใบมะตูม
|