ชื่อวัตถุ กลองมโหระทึก
ขนาด ความสูง 39 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของหน้ากลอง 39 เซนติเมตร หน้ากลองเป็นลวดลายดวงดาว 12 แฉก ล้อมรอบด้วยลายวงกลมเชื่อมต่อกันด้วยเส้นโค้งสลับกับลายขีดเป็นช่องๆ และลายวงกลมสลับกันไปใกล้ลำตัวกลอง มีหูจำนวน 4 หู
อายุสมัย พุทธศตวรรษที่ 5 - 10
วัสดุที่ทำ สำริด
ประวัติวัตถุ กลองมโหระทึก เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการเข้ามาของพ่อค้านักเดินเรือจากจีนตอนใต้ และเวียดนามตอนเหนือร่วมสมัย เกี่ยวกับการเข้ามาของพวกอินเดีย ต้นกำเนิดของกลองมโหระทึก เชื่อว่าเป็นของมนุษย์ในวัฒนธรรมดองซอนในประเทศเวียดนาม เป็นผู้ผลิตขึ้นใช้เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 1 - 5 กลองมโหระทึกที่พบในภาคใต้น่าจะถูกนำเข้ามา ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย หรือสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 5 -10 หน้าที่การใช้งานของกลอง สันนิษฐานว่าใช้ตีในการประกอบพิธีกรรมขอฝน พิธีกรรมเกี่ยวกับการตาย ใช้ตีรักษาคนไข้หรือขับไล่ภูตผี ใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมั่งมีหรือตำแหน่งผู้นำหมู่บ้าน ใช้ตีเป็นสัญญาณในคราวออกสงคราม หรือใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ
ชื่อวัตถุ พระพิมพ์ดินดิบ
ขนาด ความสูง 8 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร
อายุสมัย ศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ 14
วัสดุที่ทำ ดินดิบ (ดินเหนียว)
ประวัติวัตถุ พระพิมพ์ดินดิบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 กร ลักษณะพระพิมพ์เป็นรูปไข่ การสร้างพระพิมพ์ใช้วิธีกดประทับแม่พิมพ์ลงไปบนดินเหนียว แล้วทิ้งไว้ให้แห้งโดยมิได้นำไปเผา รูปพระโพธิสัตว์องค์นี้ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานปัทมาสน์ พระหัตถ์ขวาบนทรงถืออักษมาลา (ลูกประคำ) พระหัตถ์ขวาล่างทำปางประทานพร พระหัตถ์ซ้ายบนทรงถือดอกบัวบาน พระหัตถ์ซ้ายล่างวางบนพระเพลา ด้านหน้ามวยผมมีรูปพระพุทธเจ้าอมิตาภะ โดยรอบพระองค์มีจารึกคาถาเย ธมมา อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14
ชื่อวัตถุ ธรรมจักร
ขนาด สูง 30 เซนติเมตร ยาว 37 เซนติเมตร
อายุสมัย พุทธศตวรรษที่ 12 - 13
วัสดุที่ทำ หิน
ประวัติวัตถุ ธรรมจักรศิลา พบที่ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 ที่กงล้อและซี่กงล้อมีลวดลายสลักโปร่งลอยตัวและนูนต่ำ ธรรมจักรศิลาที่พบในปรระเทศไทยส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลอินเดียสมัยคุปตะ ธรรมจักรที่ตำบลทุ่งชิ้นนี้น่าจะเป็นหลักฐานที่ดีที่แสดงให้เป็นว่า ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 พุทธศาสนาหินยานได้เจริญรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนแถบนี้ เช่นเดียวกับในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย ธรรมจักรชิ้นนี้ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
ชื่อวัตถุ พระพุทธรูปนาคปรก (จำลอง)
ขนาด สูง 155 เซนติเมตร กว้าง 65 เซนติเมตร
อายุสมัย ต้นพุทธศตวรรษที่ 18
วัสดุที่ทำ สำริด
ประวัติวัตถุ พระพุทธรูปนาคปรก พบที่วัดเวียง อำเภอไชยา ลักษณะทั่วไปของพระพุทธรูปคล้ายพระพุทธรูปนาคปรกของศิลปะเขมร แต่มีลักษณะศิลปะท้องถิ่นอยู่มาก พระพุทธรูปแสดงปางมารวิชัยต่างจากพระพุทธรูปนาคปรกศิลปะเขมร ที่มักแสดงปางสมาธิ ที่ฐานพระพุทธรูปมีจารึกกล่าวถึงกษัตริย์ผู้ทรงพระนามว่า กมรเตงอัญ มหาราช ศรีมาตไตร โลกยราชา เมาลิ ภูษนวรมเทวะ มีพระบรมราชโองการให้มหาเสนาบดี ตลาไน เจ้าเมืองครหิ สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมา เพื่อให้มหาชนผู้มีศรัทธาได้บูชา และจารึกปีที่สร้างตรงกับ พ.ศ. 1726 จารึกหลักนี้ทำให้เกิดการตีความว่า เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 18 เมืองไชยามีนามว่า ครหิ และคงจะอยู่ในอาณัติของพวกศรีวิชัยที่มลายูในเกาะสุมาตรา องค์จริงจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ชื่อวัตถุ รอยพระพุทธบาท (จำลอง)
ขนาด กว้าง 23.4 เซนติเมตร ยาว 47.9 เซนติเมตร
อายุสมัย รัตนโกสินทร์
วัสดุที่ทำ เงิน
ประวัติวัตถุ รอยพระพุทธบาทจำลองมีรูปจักรตรงกลาง พระบาททำด้วยทองหุ้มโลหะ อุ้งพระบาทเป็นลายมงคลร้อยแปด ด้านหลังประดับด้วยไม้ เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์
ชื่อวัตถุ พระพุทธรูปปางสมาธิ
ขนาด สูง 107 เซนติเมตร กว้าง 74 เซนติเมตร
อายุสมัย ทวารวดีหรือมอญโบราณ พุทธศตวรรษที่ 11 - 12
วัสดุที่ทำ หิน
ประวัติวัตถุ พระพุทธรูปปางสมาธิ เป็นประติมากรรมเนื่องในพุทธศาสนาที่เก่าที่สุดที่พบในสุราษฏร์ธานี รูปแบบศิลปกรรมแสดงถึงฝีมือช่างชั้นสูงที่สร้างขึ้นในเมืองไชยา ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 11 - 12 สลักจากศิลา ลักษณะประณีตงดงาม แสดงถึงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพุทธศาสนา รูปแบบศิลปกรรมเป็นรูปแบบของพระพุทธรูปอินเดียสกุลช่างต่างๆ ผสมผสานกัน พระพุทธรูปองค์นี้พบที่วัดพระบรมธาตุไชยา ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา
ชื่อวัตถุ ท่อนองค์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (ปัทมปาณิ) (จำลอง)
ขนาด สูง 64 เซนติเมตร
อายุสมัย ศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ 14
วัสดุที่ทำ สำริด
ประวัติวัตถุ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด มี 2 กร พบที่วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร เป็นประติมากรรมชิ้นเอกในศิลปะศรีวิชัย สภาพเดิมแรกพบถูกทิ้งอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าวัด เนื่องจากคนรุ่นหลังไม่ทราบว่าเป็นประติมากรรมในพุทธศาสนา เมื่อเห็นว่ามิใช่พระพุทธรูป และอยู่ในสภาพชำรุดหักเพียงครึ่งองค์ จึงไม่มีผู้ใดสนใจ จนกระทั่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จวัดพระบรมธาตุไชยาเมื่อปี พ.ศ. 2448 จึงสั่งให้อัญเชิญไปไว้ที่กรุงเทพมหานคร พระโพธิสัตว์มีขนาดเท่าบุคคลจริง ทรงยืนอยู่ในท่าตริภังค์ (เอียงสะโพก) พระพักตร์กลม มีอุณาโลมที่พระนลาฏ พระเนตรฝังเงินเหลือบมองลงต่ำ พระโอษฐ์เต็มฝังทองคำไว้ที่ริมพระโอษฐ์ล่าง ทรงสวมกระบังหน้า กุณฑล พาหุรัด และกรองศอที่มีทับทรวง ทรงสะพายผ้าแพรเฉียงพระวรกาย ทรงสะพายสายยัชโญปวีตลูกประคำ ซึ่งมีเครื่องประดับรูปหัวกวางอยู่พระอังสาซ้าย เครื่องประดับตกแต่งพระวรกายมีลวดลายคล้ายกับศิลปะในราชวงศ์ไศเลนทร์ ชวาภาคกลางประเทศอินโดนีเซีย กำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 องค์จริงจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พระโพธิสัตว์องค์นี้เป็นประติมากรรมศิลปะศรีวิชัยที่มีชื่อเสียงที่สุด และจัดได้ว่างดงามที่สุด เป็นหลักฐานที่โดดเด่นชิ้นหนึ่งที่ สนับสนุนความสำคัญในด้านศิลปวัฒนธรรมของเมืองไชยาโบราณสมัยศรีวิชัย
ชื่อวัตถุ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร
ขนาด สูง 70 เซนติเมตร กว้าง 33 เซนติเมตร
อายุสมัย ศรีวิชัย
วัสดุที่ทำ สำริด
ประวัติวัตถุ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร เป็นศิลปะสมัยศรีวิชัย พระพักตร์กลม พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระกรทั้งแปดหักหายหมด ทรงเกล้าพระเกศาเป็นรูปชฎามุกุฎ มีพระพุทธเจ้าอมิตาภะประทับอยู่ในกรอบหน้าของชฏามุกุฎ ตกแต่งด้วยศิลาภรณ์กับกระบังหน้า สวมกรองศอ กุณฑล พาหุรัด ทรงสะพายแพรซึ่งมีสายยัชโญปวีตลูกประคำทับ อันเป็นเครื่องหมายของบุคคลในวรรณะพราหมณ์หรือวรรณะกษัตริย์ ซึ่งประดับด้วยหัวกวางอันเป็นลักษณะเฉพาะขององค์บนสายแพร ทรงพระภูษายาวคาดคล้ายคลึงกับเครื่องประดับของประติมากรรมในชวาภาคกลาง รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กรนี้ แสดงฐานะความเป็นเจ้าแห่งจักรวาล จึงมีพระนามว่า "โลเกศวร" ประติมากรรมมักมีเกินกว่า 2 กร ในคัมภีร์การัณฑพยุหสูตร ซึ่งเขียนระหว่าง พ.ศ. 1050 - 1450 กล่าวว่า พระองค์มีแสนกร โกฏิพระเนตร สิบเอ็ดเศียร โลมา (เส้นขน) แต่ละเส้นคือจักรวาล พระเนตรคือพระจันทร์และพระอาทิตย์ แผ่นดินคือพระบาท อำนาจของพระองค์ยิ่งใหญ่เหนือพระตถาคตทั้งปวง ทรงเป็นผู้ประทานมนตร์หกพยางค์อันยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่า สรรพาราเชนทร หรือเจ้าแห่งราชาทุกพระองค์ คือ "โอม มณี ปัทเม ฮูม" แปลว่า ดวงมณีเกิดอยู่ในดอกบัว คาถาบทนี้ทำให้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งจักรวาลทั้งมวล ประติมากรรมชิ้นนี้กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 องค์จริงจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร องค์จำลองจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา